วันอาทิตย์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2559

ไปชิมไวน์กรองด์ ครู อันดับสองที่ชาโตว์ กรูอูด์ลาโรซ และดินเนอ์ที่แซงต์จูเลียน์

ชาโตว์ กรูอูด์ ลาโรซ กรองด์ครูอันดับสองแห่ง บอร์โดซ์




เราออจากชาโตว์ ปอนติกาเน่ สี่โมงกว่า นัดต่อไปที่ชาโตว์ กรูยูด์ ลาโช ห้าโมง ยังมีเวลาแว๊บไปชาโตว์มูตง ที่เป็นหนึ่งในห้า พรีเมี่ยม กรองด์ ครู ของบอร์โดซ์  ที่อยู่ใกล้เคียงกัน แต่คงไม่มีเวลาเข้าไปเยี่ยมชม แค่โฉบๆไป หาข้อมูล ซึ่งก็ได้รายละเอียดมาว่า ค่า เข้าชม และชิม ไวน์ 45 ยูโรต่อหัว ซึ่งใช้เวลาเกือบสองชั่วโมง และในใกล้เคียงกันก็มีชาโตว์อะไรจำชื่อไม่ได้ ซึ่งเป็นของตระกูล รอสชิล นายธนาคารใหญ่ ชาวยิว แห่งปารีส เป็นเจ้าของ แถมขากลับ ออกมาหลงหาทางออกไม่เจออีก วันไหนไม่หลง วันนั้นคงแค่ขับรถจากบ้านไป เปิดกล่องจดหมายที่ ไปรษณีย์  แต่ก็มาหลงมาจนถึงชาวโตว์ กรูยูด์ ลาโรช ตรงเวลาพอดี โดยมีแม่นาง GPS ก็ทำหน้าที่บอกทางลัดเลาะมาจนถึง แต่แทนที่จะเข้าประตูด้านหน้า อย่างงามสง่า กลับพาเราลุยเข้าทุ่งองุ่น โรงหมักไวน์ ที่อยู่ด้านหลังของชาโตว์  ประมาณพาเข้ารกเข้าพงแล้วโผล่ออกมาหญ้า และหยากไย่เต็มหัว อะไรประมาณนั้น  

ชาโตว์  กรูยูด์ ลาโรซ เป็น ชาโตว์ไวน์ที่มีดีกรี เป็นกรองด ครูอันดับสอง อยู่ในตำบลแซงต์จูเลียน์ มีอาณาเขตกว่าไกลถึง 82 เฮ็กต้าร์  ซึ่งก็มีขนาดใกล้เคียงกับ ชาโตว์ ปอนติกาเน่  และที่นีก็ไม่ต่างจากชาโตว์ที่ติดอันดับกรองด์ครู ของบอรโดซ์ คือมีเงินสดไหลเข้ามาเยอะ จึงมีการปรับปรุง และปรับเปลี่ยน ติดตั้ง อุปกรณ์การผลิตไวน์ ที่จะในฤดูกาลใหม่นี้ เช่นกัน 
ส่วนที่เป็นที่ต้องรับแขกและชิมไวน์ หรูหราทันสมันมาก แท่งสูงๆนั้นเป็นประมาณหแคอยยุค 2000  ที่ทำด้วยสแตนเลส โปร่ง ลมสามารถทะลวงผ่านได้

นอกจากนี้ยังมีส่วนที่รองรับผู้เช้าเยี่ยมชม และชิม ที่เพิ่งสร้างใหม่ กว้างขวางถึง 350 ตารางเมตร  ดูทันสมัย  ทั้งยังสร้างหอคอย รูปทรงทันสมัย สูง 18 เมตร สามารถเปิดได้ หน้าต่าง รอบทิศทาง และ ระบายลม ที่พัดกระหน่ำรุนแรงในย่านนี้ มีลิฟขึ้นลง เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้เยี่ยมชม ให้ได้ชม อาณาจักร ของกรูยูด์ ลาโรซ และบริเวณรอบ แบบพานอรามา ไกลจนเห็นแม่น้ำญีรอนด์ อีกด้วย
ชั้นบนสุดของหอคอย สามารถเปิดปิดผนังได้เพื่อชมวิว พานอรามา ของย่านนี้


แต่เราโชคไม่ดีตรงที่มาเย็นเกินไป ตัวชาโตว์ปิดตอนห้าโมง กว่าจะหาทางเข้าไปยังจุดที่ต้อนรับนักท่องเที่ยวก็ใช้เวลาเกือบ 10 นาทีแล้ว เพราะ GPS พาเราเข้ามาด้านที่เป็นสำนักงาน และ โรงบ่มไวน์ แทนที่จะเข้าทางด้านหน้าชาโตว์  





คลังมหาสมบัติ ที่หาค่ามิได้ เพราะ บางขวดเก่าเกินจะกิน และบางขวดก็แพงจน สู้ราคาไม่ไหว ที่สะสมไวน์ อายุกว่าร้อยปี คือตั้งแต่ปี 1815 จนถึงปัจจุบัน 



ขอบถังที่หุ้มด้วยไม่วอลนัล เพื่อป้องกันแมลง 




ที่นี่เราสามารถเข้าไปจ้องก้นขวดไวน์ในห้องมหาสมบัติได้


ลุงมองตาละห้อย น้ำลายฟูมปาก
ที่นี่จะคิดค่าเข้าชม สิบยูโร สำหรับการชม และชิมไวน์สองแก้ว ส่วนพี่ไม่ดื่ม เลยได้หนังสือนิยายรักที่พล๊อตเป็นเรื่องของคนทำไวน์สองตระกูล ในย่านนี้มานอนอ่านแทน  ที่นี้ได้เรื่องราวความเป็นมา และฉลากของแต่ละไวน์ ซึ่งเป็นปกติของไวน์ ที่ติดอันดับกรองด์ ครูจะมี Second wine หรือไวน์ที่คุณภาพด้อยลงมา ที่มีราคาที่ เป็นมิตรขึ้นมาบ้าง  เพื่อเพิ่มสภาพคล่อง และคนธรรมดาสามัญสามารถซื้อกินได้




 
ไวน์ปี 1982 ราคาทะลุมิติทุกชาโตว์และโดเมน

ออกจากชาโตว์ กรูยูด์ ลาโรซ ก็หกโมองหว่าแล้ว อากาศโพล้เพล้ ทั้งที่ตะวันยังค้างฟ้า แต่แอบอยู่หลังม่านเมฆ ลมก็แรง เราจึง ขับรถไปตามลายงที่ทางชาโตว์ ให้มา ออม เดอ แปซส์ ร้นแรกลุงมองเข้าไปในบริเวณร้น แล้ว นางรับไม่ได้มันเหมือนร้านนร้าง เพราะข้างนอก ดูรุงรัง (แต่สำหรับเราๆมีก็ดูธรรมดา แต่ลุง ขอให้ได้เยอะ ตามสัญชาติสวิส ที่ทุกอย่างต้องดูเนี๊ยบ เป็นระเบียบ ไว้ก่อน จึงขับรถข้ามไปอีกตำบล กว่าสิบกิโล ซึ่งเป็นร้านที่มิชเชอร์ลินแนะนำ 





แต่ความเยอะ เรื่องมาก ของนาง โน่นก็ไม่ดี นี่ก็แพง จึงต้องกลับมาที่ร้านรุงรังของแก ซึ่งเป็นร้านที่ชื้อเดียวกับตำบลที่ร้านอาหารและชาโตว์ กรูอูด์ ลาโรซ ตั้งอยู่  แต่คนเรื่องมากมีอคติอยู่แล้วมาเจอเอาไวน์ก้นขวดมาเสริฟ (เพราะกินแค่คนเดียวและขับรถนางเลยต้องสั่งแบบเป็นแก้ว )  




 แถมดันเลือกนั่งข้างหน้าต่าง มองออกไปเห็น ส่วนที่เป็นโอเพ่นแอร์ แต่ปิดให้บริการเพราะอากาศหนาว โต๊ะเก้าอีจึงวางระเกะระกะ ทำให้นางเหวยไม่ลง  ทำให้อาหารไม่อร่อย (ซึ่งก็ไม่ได้เรื่องจริงๆ เพราะ เนื้อแกะที่สั่ง ทั้งเหนียวและเหม็นสาบ  ส่วน สเต็กเนื้อของลุงก็ ดิบจนเลือดสาด (ก็สั่งแบบ raw เองนี่หว่า)  เครื่องเคียงก็เสริฟตามมาทีหลัง แทนที่จะมาพร้อมๆกันคือให่พี่ดินสเต็กหมดแล้วค่อยตามด้วย มันฝรั่งกะถั่วอไรสักอย่างบด ตามไป ที่อร่อย้คงเป็นหน่อไม่ฝรั่งเผือก (เพราะปลูกใต้ดิน)ที่ราดมากับครีม เท่นนั้นแหละที่แหลกคล่องคอ








 นางจึงเรียกบริกรมาต่อว่าเรื่อง รก และใครหน้าไหน จะชอบให้ไปตะอีโก้  เค้าก็มีเถียงว่ามันก็เป็นแบบนี้ และตอนนี้ข้างนอกเป็นที่พักผ่อน สูบบุหรีของพนักงาน  แค่วางที่เขี่ยบุหรี พลา บลา    พี่งี๊กลัว โดนถ่มน้ำลายใส่จานอาหาร  ไม่กล้า สั่งของหวานเลยตรู  และจากบรรยากาศแบบนี้ ทำให้เรารู้สึกว่า ที่นี่การที่จะหาร้านอาหารอร่อยๆ และถูกใจมันยากกว่าหาไวน์รสชาติดีๆสักขวด นี่ขนาดเป็นร้านที่ทางชาโตว์แนะนำมา ยังไม่เป็นที่โปรดปรานของบักสีดาสวิส ขี้เหนียวเลย 


กลับถึงชาโว์รอมส์ เดอ แปซส ค่อยอารมณ์ดีขึ้นมาเพราะเจอนังแมวอ้วน  นั่งรอรับแขกกลับที่พักตรงที่จอดรถ 

ตอนหน้าไปชิมไวน์แล้ว ไปเที่ยวทะเลชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกกัน และว่ายน้ำข้ามไปกถึงนิวยอร์คเระ 
 





วันอังคารที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2559

ไปเสพเมรัย ที่บอร์โดซ์ เมืองที่ว่ากันว่าไวน์อร่อยทึ่สุดในโลก ตอน ชาโตว์ ปอนติกาเน่ ไวน์ออร์แกนิค และคอนญัก แห่งบอร์โดซ์




และแล้วก็ถึงเวลาที่รอคอยมาทั้งเช้า เรามาถึงชาโตว์ ปอนติกาเน่ ก่อนเวลาเล็กน้อย สาวน้อยที่จะพาเราชมไร่ ชมกรรมวิธีผลิตไวน์ จำชื่อไม่ได้แล้วง่ะ ขับรถกอลฟ์ผ่านเราไปนางก็แวะทักทาย ซึ่งที่นี่ฝึกคนมาดีมากเขารู้ทันทีว่าลุงชื่ออะไร หมาดำชื่ออะไร คนนัดก็ละเอียดมาก ตอนแรกเราคิดว่าเราคงเป็น ของแปลก ที่สามารถจำได้ทันที แต่ที่ไหนได้ เพื่อนร่วมแก๊งค์ของเราก็หน้าเหลืองเหมือนกัน
ชาโตว์ปอนติกาเน่ เป็นชาโตว์ที่ของปัจจุบันยังคงพำนัก อยู่ที่นี่ด้วย ชาโตว์แห่งนี้ เปลี่ยนเจ้าของมาสามตระกูล โดยที่เจ้าของแต่ละตระกูก็จะสร้างอาคารที่พักของตนขึ้นใหม่ในบริเวณเดียวกัน  และแม้ว่าจะเป็นที่พำนักของเจ้าของปัจจุบัน  ที่เป็นนักการเมืองดังของฝรั่งเศส ที่ชาโตว์ ปอนติกาเน่ จึงมักจะจัดงานอยู่เป็นประจำ ทั้งงานวันเกิด งานแต่งงาน ของคนกันเอง  แต่ก็ยังเปิดให้นักเสพเมรัย เข้าชท และชิมไวน์ แต่ต้องนัดเวลา


มา เข้าเรื่องไวน์กันดีกว่า ที่ชาโตว์แห่งนี้มีจุดเด่นกว่าที่ชาวโตว์อื่นๆคือ เป็นการผลิตแบบออร์การ์นิค หรือ ที่นี่จะเรียกไบโอ  ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ  คือตั้งแต่ปลูก การดูแลองุ่นจะไม่ใช้สารเคมี การพรวนดินในร่ององุ่นที่ปกติจะใช้รถ ที่นี่จะใช้ม้า โดยเป็นม้าของที่ชาโตว์เอง และเช่ามาจากฟาร์มต่างๆในย่านนี้ มีคนงานที่จ้างประจำยี่สิบคน และคนงานที่จ้างเฉพาะฤดูกาล ครั้งละ กว่าร้อยห้าสิบคน โดยเฉพาะฤดูการก็เกี่ยว ที่ใช้คนเก็บขณะที่ ชาโตว์อื่ๆนจะใช้รถเก็บ
องุ่นที่นี้จะมีอายุเฉลี่ย 35 ปี ที่มากสุดก็จะ 45 ปี โดยองุ่นที่อายุมาก จะใช้ผลิตไวน์ ชั้นเลิศ ขณะที่องุ่นอายุเยาว์ลงมา จะใช้ผลิตไวน์ที่เรียกกันว่า Second wine  ที่ใช้เวลาบ่มน่อยกว่า ไวน์ชั้นเลิศ 




ในช่วง20 ปีที่ผ่านมา ราคาไวน์ ระดับ กรองด์ ครู ของฝรั่งเศส โดยเฉพาะ โบร์โดว์ และเบอร์กันดี ราคาพุ่งพรวดพราด ราวกระทิงดุ ขณะที่ราคาไวน์คุณภาพเลิศของอิตาลี สวิส หรือ ชาติอื่นๆ กลับนิ่ง ไม่ขยับเขยื่อนไปมากนัก สาเหตุหนึ่งท่าคาไวน์ของโบรโดซ์และเบอร์กันดีพรวดพราดเช่นนี้ก็เพราะ เป็นที่รู้จัก ของบรรดาเศรษฐีใหม่ย่านเอเชีย โดยเฉพาะ หลังจากที่ เศรษฐกิจของจีนเฟื่องฟูมาก  ปริมาณความต้องการไวน์คุณภาพที่เขาว่ากันว่าดี มีเกรดระดับกรองด์ ครู เป็นตัวบอกคุณภาพ จึงพุ่งไอย่างบ้าคลั่ง ทำให้เจ้าของชาโตว์ต่างๆ รับทรัพย์กันอู้ฟู่  แต่เมื่อราได้เยอะ ภาษีก็ตามมา และหย่วยงานที่ทำงานที่มีประสิทธิภาพดีที่สุดของโลก และของฝรั่งเศสก็คือ  สรรพากร  





แต่ใครจะเอาเงินก้อนโตไปจ่ายได้ทุกปี ดังนั้นทุกๆชาโตว์ที่ไปเยือน จึงมีการปรับเปลี่ยน ขยับขยาย ถังหมัก ถังบ่ม บ่มโรง บ่ม สร้างอาคารใหม่ๆเพิ่มเติม เกินความจำเป็น กันทุกชาโตว์ที่มีดีกรี กรองด์ ครูทุกระดับชั้น
และที่ชาโตว์ปอนติการ์เน่นี่ก็เช่นกัน โรงป่ม ถังหมักเก่า ที่ยังดูเหมือนใหม่ ก็ถูกปรับสภาพให้มาเป็นพิพิธภัณฑ์  และมีของใหม่เข้ามาทำงานแทน การจ้างงาน จ้างคนจึงไม่มีบัญหา 

การผลิตไวน์ของที่นี่ มีสองระดับ คือไวน์ชั้นเลิศ ที่ต้องมีการรักษาคุณภาพ กรองด์ ครูระดับห้า เอาไว้ หรือได้อาจเลื่อนชั้นขึ้นไประดับต้นๆ  และไวน์ ที่เรียกว่า Second wine  

โดยการผลิตนั้น หลักจากเก็บ คัดเลือกองุ่นที่ไม่ได้คุณภาพออกไป ผ่านการล้างแล้วจะนำไปหมักในถัง ซีเมนต์ ในอุณหภูมิที่ 28  องศา สองสัปดาห์ จนได้กลิ่น และสี แล้ว  จึงถ่ายใส่ถังไม้โอ๊ค  หมักต่อไปอีก 15 -18 เดือน จากนั้นจึงบรรจุลงขวด และคุณภาพจะดีขึ้นเรื่อยๆหากเก็บต่อไป 2ปี  5ปี หรือ 10 ปี นี่คือลักษณะพิเศษเฉพาะ ของไวน์ กรองด์ ครู อย่าง บอร์โดว์ หรือเบอร์กันดี  แต่ถ้าเป็นไวน์สวิส อย่างใน เจนีวา หรือของ อิตาลี ไวน์ขาวเก็บไว้ห้าปี เอามาแหลก ไม่ได้แล้ว 





นอกจากไวนแล้วชาดตว์ปอติกาเน่ เขายังมีคอนญัค ขึ้นชื่ออีกด้วย ทั้งนี้เพราะคนในตระกูล แต่งงานไปกับตระกูลทำคอญญัค ของอังกฤษ จึงได้อาองคืความรู้เรื่องการทำคอญญัค มา ถ่ายทอดให้กันด้วย 



และเมื่อมาถึงชาโตว์แล้วสิ่งที่พลาดไม่ได้คือการเข้าไปชมคลังมหาสมบัติ ของชาโตว์ ที่เก็บสะสมไวนืแต่ละปีของตนเองไว้ใน คลัง แต่ในปีที่เกิดเหตุการณ์ทางกาเมืองวุ่นวาย อย่างการปฎิวัติฝรั่งเศส บางชาโตว์ที่เป็นของชนชั้นปกครอง หรือเหล่าเสนาบดี ทรัพย์สินถูกยึด เกิดการเปลี่ยนผ่านมือจากเจ้าของเดิม ที่โดนกล่าวหาว่าร่ำรวยผิดปกติ ช่วงนี้นอาจมีมือที่สาม สี ห้า ถึงร้อย เข้ามาแฮ๊บเอาไวน์ปีดีๆที่เก็บไว้ออกไป จึงไม่มีบางปี ไว้ในคลังสมบัติ และที่ปอนติการ์แน่ นี่ก็เช่นกัน เขาขังไวน์ ที่มูลค่า นับไม่ได้ เพราะมันไม่มีราคาในท้องตลาดไว้ในกรง 




ดูกระบวนการผลิต และคลังสมบัติจบ ก็ถึงเวลาลิ้มรสเมรัย ที่ทางชาโตว์จัดเตรียมไว้ ต้อนแขกและลุ้นว่าจะเป็นที่พอใจ จนมีออร์เดอร์หรือไม่ แต่ขอบอกว่าราคาที่ซื้อจากชาโตว์ สวนใหญ่จะแพง กว่าราคาทั่วไปตามท้องตลาด เพราะมันเป็นข้อตกลงระหว่าง นายหน้าที่ซื้อไวน์ไปขายต่อ ว่าต้องขายในราคาที่ไม่ต่ำกว่าท้องตลาด ทั้งนี้เพราะ หลังจากมีการชิม ช็อบ หรือเรียกว่า ประมูลไวน์ไปโดยโบรก์เกอร์แล้ว  ไวน์อาจไม่เป็นที่ถูกใจของตลาด หรือ เศรษฐกิจไม่อำนวยต่อกระเป๋าคนซื้อไวน์ จะด้วยเหตุใดก็ตาม  ดังนั้นที่ชาโตว์อาจจะแพงกว่าประมาณ 10 % 






ไวน์ที่เราชิมเป็นไวน์ปี 2008 และ 2010 สำหรับนักชิม หน้าใหม่จากอเชียอาจจะชื่นชอบ แต่ไม่ถูกรถนิยมพี่ บักสีดาที่กินไวน์สด ใหม่ เจนีวาจนชิน ที่เสพแต่ไวน์ กรองด์ ครู จากย่านนี้  เพราะสำหรับพี่ที่เป็นลำยองซดเหล้าขาวผสมน้ำแดง หรือดาวลอย แถวๆอมก๋อย มันมีแทนนินมากเกินไป แต่เค้าบอกว่าต้องเก็บไว้อีกสองสามปีแทนนิน หรือรสฝาดจะเจือจางและกลมกล่อม  แต่กระนั้นลุงก็ยังสั่งมา โหลนึง  


และที่นี่พี่ยังฝากังความเป็นตัวตนและรากเหง้าของพี่ไว้กะสมุดเยี่ยมชมด้วย  ตอนแรกจะเขียนภาษาฝรั่ง แต่มันไม่บ่งบอกความเป็นเรา ที่พีก็มีภาาของตัวเองด้วยเองนะเฟ้ย 



  ตอนหน้าไปชาวโตว์ ไรหว่าจำชื่อไม่ได้ และกินอาหารมิเชอร์ลินกัน