วันพฤหัสบดีที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2557

สวิสเซอร์แลนด์ ดินแดนแห่งทุ่งหญ้า ไร่องุ่น ภูเขา ทะเลสาบ หิมะช็อกโกแล็ต มีดพก นาฬิกา และประวัติศาสตร์อันยาวนาน

ไม่เคยคิดว่าแค่เราเขียนเล่นๆแบ่งบัน โลกกว้างทีเราได้ไปดู ไปเจอ แค่ระยะเวลาเพียงสองปี จะมีคนเข้ามาคลิกอ่านเกือบสองหมื่นคลิกเข้าไปแล้ว  ปีนี้ คงไม่ได้เดินทางมากนักเพราะต้องกลับไปเป็นนักเรียนอีกรอบ แต่ข้อมูล และความสวยงามของประเทศที่เรามาหมกตัวอยู่มีอะไรมากมายให้ต้องเขียนถึง แต่ผลัดวันประกันพรุ่งมาตลอด ปีนี้เลยถือโอกาสสะสาง และปลดปล่อย ข้อมูล รูปภาพที่อัดแน่นทั้งในหัว ในความรู้สึกและในไฟล์ภาพ

ซึ่งเนื้อหาก็จะเขียนถึงรื่องราวต่างๆทีจั่วหัวไว้ รวมถึงผู้คนและอาหารด้วย


ก่อนอื่นเรามารู้ความเป็นมาของสวิสกันก่อน

วันเสาร์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2557

ปราก เสน่ห์ล้ำเหลือ คู่รัก คู่ฮันนีมูนทุกชาติวางแผนมาสวิท หวานแหวว




หากคุณเป็นนักเดินทาง สู่โลกกว้าง  เป็นนักค้นหาสิ่งแปลกใหม่ให้กับชีวิต แล้ว ปรากจึงเป็นอีกเมืองที่ไม่ควรพลาดที่จะต้องมายล มาเยือน  ปรากเป็นเมืองประวัติศาสตร์ที่ผ่านร้อน(นิดเดียว) ผ่านหนาวมายาวนาน ผ่านระบบการปกครองมาแทบทุกรูปแบบที่โลกนี้เค้ามีกัน  
ปรากเป็นเมืองที่มีเสน่ห์  ชวนให้หลงใหลกับสถาปัตยกรรมที่ อลังการ มองไปมุมไหนของเมืองก็สวย เหมือนอยู่ในฉากหนังสักเรื่องทุกมุม

ด้วยความที่มีอายุยืนยาว ปรากจึงมีเรื่องเล่า มากมาย ทั้งเรื่องปรัมปรา เรื่องของเทพนิยาย เจ้าหญิงเจ้าชาย และเรื่องศาสนา และการเมืองที่ดูเหมือนจะโหดร้ายกับเหล่าผู้คนที่ตั้งตนเป็นปฏิปักษ์ กับผู้ปกครอง หรือผู้ที่เรืองอำนาจในสมัยนั้นๆ
ตลอดเวลาที่เดินชมเมืองนั้นราได้ตั้งคำถามอยู่ตลอดเวลาว่า  ทำไมเมืองถึงรอดปลอดภัยจากสงคราโลกทั้งสองครั้ง  และคงความงาม มาจนถึงทุกวันนี้ได้หนอ คงเป็นเพราะปรากไม่ใช่ศูนย์กลางของสงคราม  และในแต่ละปีคงต้องใช้เงินในการซ่อมบำรุงรักษาให้อยู่ในสภาพที่สวยงามเช่นนี้มากโขอยู่ทีเดียว
เห็นใครๆก็ไปปราก  เขียนถึงปราก จึงไม่เขียนถึงปรากมากมายนัก แค่เอารูปสวยๆมาลง   เล่าบรรยากาศ 




ปราก





วันเสาร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2557

อิสตันบูล 3 ความยิ่งใหญ่ของสุเหร่าสีน้ำเงินและวิหารเซ็นต์โซเฟีย



เช้าวันที่สองในอิสตันบูลเรา กินอาหารเช้าที่รงแรมจัดให้แล้วก็เริ่มตะลุยอิสตันบูล โดยวันนี้ต้องเข้าไปยล บลูมอสก์ หรือสุเหร่าสีน้ำเงินให้ได้ แต่วันนี้ก็มีอุปสรรคอีกแล้วตรงที่อิสตันบูลเค้ามีการจัดงานวิ่งมาราทอน มีนักวิ่งจากทั่วโลกมาร่วมการแข็งขัน และนักวิ่งปอดเหล็กที่เข้าอันดับต้นๆก็ไม่พ้น ปอดเหล็กผิวหมึกแห่งทวิปแอฟริกา จากหลายประเทศ  เราต้องหยุดรอป็นระยะๆให้นักวิ่ง วิ่งผ่าน เหน้าที่จะเปิดให้คนข้ามเป็นระยะๆ  และที่ลานน้ำพุระหว่าง วิหารเซนต์โซเฟีย หรือ สุเหร่าฮาเกีย (Mosque of Hagia Sophia) กับสุเหร่าสีฟ้า จะมีบรรดาไกด์ และคนขายของมารุมมะตุ้ม เป็นที่น่ารำคาญ แต่หน้าตาเราคงจะจนหรือสานตาพิฆาตไปก็ไม่รู้จึงมีคนมาเสนอตัวไม่กี่คน  เราเข้ามาในลานด้านหน้าของสุเหล่าก็จะเห็นคิวยาวเยียด รับถุงก็อบเก็บเพื่อเก็บรองเท้าไปเก็บที่ชั้น   และเดินเท้าเปล่าเข้าไปในมัสยิด ที่จะมีชาวมุสลิมบางกลุ่ม นั่งรอละมาดอยู่ ถึงแม้ว่าอิสตันบูลจะเป็นประเทศมุสลิมที่ค่อนข้างเปิด แต่การทำละมาดก็ยังแยกชายหญิง ผู้หญิงมีฉากกั้นไว้อย่างเป็นสัดส่วน 


 บลูมอสก์” (Blue Mosque) สุเหร่าสีน้ำเงิน หรือ สุเหร่าสีฟ้าก็ตามแต่  หรือชื่อจริงว่า สุเหร่า สุลต่านอาห์เมตที่ 1 (Sultan Ahmet I)  สร้างขึ้นในในสมัยสุลต่านอาห์เมตที่ 1 ในปี ค.ศ. 1609 - 1616 โดยมี  เมห์เมต อาอา (Mehmet Ağa)    เป็นสถาปนิกผู้สร้างสรรค์มัสยิดแห่งนี้  เขามีแรงบันดาลใจที่ต้องการแสดงให้รู้ว่าเขามีความสามารถเหนืออาจารย์ และสถาปนิกที่ออกแบบวิหารเซนต์โซเฟีย  ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุค กลาง เขาจึง ออกแบบอกมาอย่างอลังการ โดยตัวมัสยิดหันหน้าเข้าหาวิหารเซนต์โซเฟียหรือ สุเหร่าฮาเกีย (Mosque of Hagia Sophia)  เป็นการประชันความยิ่งใหญ่ซึ่งกันและกัน



เดิมที่นั้นมีสุลต่านแห่งออตโตมันหลายพระองค์ต้องการกสร้างมัสยิดขนาดใหญ่ให้เทียบ เท่าหรือใหญ่กว่าวิหารเซนต์โซเฟียมาแทบทุกยุคทุกสมัย แต่ไม่ประสบความสำเร็จ
ที่เรียกมัสยิดสุลต่านอาห์เมตที่ 1 (Sultan Ahmet I) ว่า บลูมอสก์ เพราะ สีของกระเบื้องอิซนิที่ผนังบนกำแพงชั้นในที่มีสีฟ้า ลายดอกไม้ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น  ทิวลิป กุหลาบ  คาร์เนชั่น และดอกอื่นๆ

มองจากด้านนอก สุเหร่าสีน้ำเงิน จะเห็น หอมินาเร็ต (หอสวดมนต์) 7 หอ ทั้งที่มัสยิดทั่วไปจะมีเพียงหนึ่งหรือสองหอสวดเท่านั้น หอมินาเร็ตทั้ง
7  ตั้งสูงตระหง่างแทงขึ้นเสียดฟ้า    เมื่อเริ่มสร้างองค์สุลต่านรับสั่งให้สร้างหอสวดมนต์เป็นทองคำ แต่การสร้างหอทองคำต้องใช้ค่าก่อสร้างสูงมากและเป็นการไม่ควร ขณะเดียวกันก็ต้องทำให้องค์สุลต่านอาห์เมตพอพระทัยด้วย เมห์เมต อาอา จึงหาทางออกด้วยการเล่นคำเพราะ  ซึ่งคำว่าทองคำในภาษาตุรกี เรียกว่า อัลทึ่น (Altin) หรือ หก(Alti) เขาจึงสร้างหอสวดมนต์ 6 หอ แต่หลังจากที่สร้างเสร็จแล้ว กลับไปยิ่งใหญ่เทียบเท่าสุเหร่าที่นครเมกะ ที่มีหอสวด 6 หอ  จึ้งต้องสร้างเพิ่มขึ้นมาอีกหอหนึ่ง จึงกลายเป็น7 หอในปัจจุบัน
ภายในตกแต่งด้วยหน้าต่างทั้งหมด 260 บาน ประดับด้วยกระจกสี(Stained Glass) และพื้นที่สำหรับละหมาดที่กว้างขวาง 
 บริเวณด้านหน้ามีลานกว้าง ด้านข้างด้านซ้ายจะเป็นที่ชำระล้างร่างกายก่อนเข้าทำละมาด  ทั้งยังมี มีโรงเรียนสอนศาสนา โรงพยาบาล ที่พักแรกของขบวนคาราวานและโรงครัวต้มน้ำซุป (เรียกว่าคุลลีเย)   ปัจจุบัน อนุญาตให้คนเข้าไปทำละหมาดได้ตลอด 24 ชั่วโมง ช่วงกลางคืนในฤดูร้อนจะมีการแสดงแสงสีเสียงสวยงาม  
ออกจากสุเหร่าสีน้ำเงินก็เดินผ่านลานน้ำพุมาอีกฝากเพื่อที่จะเข้าไปชมความยิ่งใหญ่แห่งโลกยุคกลางในมหาวิหาร เซ็นต์โซเฟีย หรือสุเหร่ฮาเกียร์ 



 วิหารเซนต์โซเฟียมีชื่อเรียกในภาษาละตินว่า Sancta Sophia และ Haghia Sofia ในภาษากรีก สร้างในสมัยจักรพรรดิจัสติเนียน โดยฝีมือของ อันเธนิอุสแห่งทรัสลิส และอีซีโดรุสแห่งมีเลตุส ใช้เวลาสร้างเกือบ 6 ปี จึงเสร็จสมบูรณ์เมื่อ ค.ศ. 537 และต่อมาเมื่อ ค.ศ. 563  เมื่อเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ จนยอดโดมพังทลายลงมาจึงมีการซ่อมแซมอีกครั้ง  วิหารเซ็นต์โซเฟีย เป็นโบสถ์คาทอลิก มีหลังคาเป็นยอดกลมแบบโดม เสาในโบสถ์เป็นหินอ่อน ภายในติดกระจกสี 

                                                              เข้าแถวซื้อบัตรเข้าวิหาร

วิหารเซนต์โซเฟีย  เป็นโบสถ์คาทอลิกมายาวนานกว่า 900 ปี จนกระทั้ง ในวันที่ 29 พ.ค. ปี ค.ศ. 1453 เมื่อกรุงคอนสแตนติโนเปิลถูกตีแตก โดยสุลต่านเมห์เมตที่ 2 หรือเมห์เมตผู้พิชิตแห่งอาณาจักรออตโตมัน หลังพระองค์ยึดเมืองหลวงแห่งไบแซนไทน์ได้ ก็ทรงบังคับพระอาชาสีขาวเสด็จไปยังเซนต์โซเฟียเพื่อทำการละหมาดพร้อมทั้ง บัญชาให้ปรับเปลี่ยนสถานะของเซนต์โซเฟียจากโบสถ์คริสต์เป็นมัสยิสของชาว มุสลิม โดยให้ฉาบปูนปิดทับภาพโมเสกอันสวยงามให้หมด เพื่อเป็นไปตามความเชื่อของศาสนาอิสลามที่ห้ามมีรูปเคารพต่างๆ อีกทั้งยังโปรดให้ทำการสร้างหอสวดมนต์เพิ่มเติมอีกในเวลา

ภายในโดม ของวิหารเซ็นต์โซเฟีย ที่นับว่าใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลกนี้   ก่อสร้างด้วยการใช้ผนังเป็นตัวรับน้ำหนักของอาคารลงสู่พื้นแทนการใช้เสาค้ำ ยันทั่วไป เหมือนกับที่นอต์เตอร์ดาร์มแห่งปารีส  นับเป็นเทคนิคการก่อสร้าง ที่ถือว่าล้ำหน้ามากในในสมัยนั้น และ เป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้ฮาเกียโซเฟียได้รับการยกย่องให้เป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคกลาง และได้รับการยกย่องเป็นสุดยอดสถาปัตยกรรมในยุคนั้น ภายในมีแผ่นหินอ่อนคอยดูดซับและสะท้อนแสงเทียน และตะเกียงนับพันดวง ภายในจึงสว่างไสว จนพวกชาวเรือเข้าใจผิดว่าเป็นประภาคาร










ภายในวิหารเซนต์โซเฟียมีที่ตั้งบัลลังก์จักรพรรดิที่ถือเป็นศูนย์กลางจักรวาล ในห้องมีเสารักษาโรคอยู่ต้นหนึ่ง ว่ากันว่าสามารถรักษาโรคไมเกรนของจักรพรรดิจัสติเนียนได้เมื่อแนบพระ เศียรลงกับเสา จึงเกิดความเชื่อว่าเสาแต่ละต้นในวิหารสามารถรักษาโรคได้ แต่เมื่อถูกลูบคลำเป็นเวลาหลายศตวรรษ เนื้อเสาก็สึกเว้าจนเป็นหลุม  และเรียกรอยเว้านี้ว่า หลุมศักดิ์สิทธิ์  ซึ่งเป็นที่มาของ เดวิวอาย

ได้มีการค้นค้นพบ ภาพโมเสกที่เล็ดรอดจากการถูกมุสลิมทำลายในช่วง ค.ศ. 729 - 843  อยู่หลายภาพ เพราะถูกซ่อนไว้ด้วยการทาน้ำปูนขาวปิดทับเอาไว้ เช่น ภาพของ พระเยซู จอห์นผู้ล้างบาปและพระแม่มาเรีย รวมถึงภาพจักรพรรดินีโซและพระสวามี คอนสแตนตินที่ 9 โมโนมาคุส ถัดขึ้นไปเป็นภาพอดีตพระสวามี โรมานุส ที่เคยเป็นคนเลี้ยงม้าผู้ล่อลวงจักรพรรดินีโซเพื่อจะยึดอำนาจ แต่กลับสูญเสียทั้งบัลลังก์และชีวิต
ต่อมาในปี ค.ศ. 1930  อาตาตุค ผู้นำนามกระฉ่อนของตุรกีได้ทำการบูรณะวิหารนี้อีกครั้ง เพื่อจัดทำเป็นพิพิธภัณฑ์สำหรับคนรุ่นหลัง   และการบูรณะครั้งนี้ได้ค้นพบภาพของจักรพรรดิคอนสแตนตินและจัสติเนียน ถวายนครอิสตันบูลและวิหารเซนต์โซเฟียบูชาแม่พระ และพระกุมาร 



 ออกจากชมวิหารและสุเหร่าแล้วเราไปกินอาหารตุรกีกัน เราเดินผ่านร้านอาหารพื้นเมืองที่ห้าร้านมีป้าแก่ๆมานั่งทำแผ่นแป้ง โชว์เพื่อเชฺญชวนให้นักท่องเที่ยวเข้าไปลิ้มรสอยู่หลายร้าน  แต่พอเดินท่อมๆอยู่แถสนั้นสามวัน ถึงรู้ว่าทุกร้านแถวนั้นเป็นญาติกัน คือมีเจ้าของเดียวกัน ป้าๆนี่ก็วนเวียนไปนั้งโชว์ร้านโน้น ร้านนี้ ร้านนั้นแล้วกลับมาร้านนี้ ขึ้นอยู่ว่่าร้านไหน แขกเข้าเยอะ และอาหารรสชาติก็แสนธรรมดา แต่ราคากระเป๋าฉีก รูปที่โชว์หน้าร้านกับขนาดที่เสริฟเท่ากันเดี๊ยะ กินคนเดียวยังไม่อิ่มเลยแต่ราคาเท่ากับกินร้านธรรมดาได้สาม ถึงสี่คน 




จากนั้นเราก็ไปเดินตลาดกันอีกรอบเพื่อฆ่าเวลารอกินมื้อเย็นที่จองที่ไว้ชั้นบนสุดของโรงแรมที่พัก 



มื้อเย็นของโรงแรมที่บรรยากาศหรู มองห็นวิวของอ่าว และวัง แถมรสชาติเลิศมาก แต่ราคาถูกกว่ากินร้านข้างทางสองเท่า 








Add caption



 

  พรุ่งนี้เราไปเข้าฮาเร็ม อาบบน้ำแบบตุรกีซกัน