วันพฤหัสบดีที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2559

บอร์โดซ์ 7 ไปเสพเมรัย ที่บอร์โดซ์ ประภาคารกอร์ดวัน์ ว่าที่มรดกโลกริมแอตแลนติก และปากแม่น้ำีรอนด์ pointe de crave et phare de cordaun


วันที่สาม เราไม่รีบร้อน เพราะทางชาโตว์ที่พัก นัดเวลาให้เราไปชิม และชมชาวโตว์ ลินช์ บาจน์ ชาโตว์ ที่มีเจ้าของเดียวกันกับชาโตว์ อรอมส์ เดอ แปซส์ ที่เราพัก ให้เวลา สิบเอ็ดโมงเช้า เราจึง ตื่นสายและย้วยลงมา กินอาหารเช้า เกือบห้องสุดท้าย แต่ยังมีคู่สามีภรรยาชาวอเมริกัน (สามีเป็นผู้บริหารโกดัก  บริษัทฟิมส์ ยักษ์ใหญ่ ที่อยู่ในสถานการณ์ ของบริษัททั้งตอนที่รุ่งโรจน์และล่มสลาย  และบรรยากาศการประชุม แบบ หัวสีเหลี่ยมของเหล่า CEO เราเลยได้ฟัง เรื่องราวของของ โกดักจากคนวงใน น่าเอาไปเขียนเป็น case study และคู่สามีภรรยาชาว เยอรมัน และรัสเซีย ก็กระหน่ำด่าปู่ปูติน จนเป็นวอดก้าได้เลย นั่งรับประทานอาหารอยู่ 




พอท้องอิ่มความอยากรู้อย่างเห็นก็ตามมา  เราไปถึงชาโตว์ ลินซ์ บาจน์ ซึ่งอยู่ในตำบลปออิญัค ไม่ไกลจากที่พักนัก และเราเคยมารับประทานอาหารเย็นมื้อแรกที่ชาโตว์แล้วในวันแรกที่มาถึง เลยรู้ทางดี เราจึงไม่เร่งรีบ และมาถึงก่อนสิบเอ็ดโมงเล็กน้อย  ในการเข้าชมและชิมไวน์ที่ชาโตว์ลินซ์ บาจน์  มีผู้ร่วมฟัง และชิม เป็นสาวน้อยจากชาโตว์ ในเครือ เดียวกัน (จำชื่อไม่ได้ ฟังไม่ทัน) น่าจะเป็นชาโตว์  กอร์ดีลลองซ์  บาจน์  ที่เราจะไปกิอาหารเย็นนี้  เพราะที่ชาโตว์นี้เป็นโรงแรมที่พัก เหมือนชาโตว์ที่เราขพัก  และมีร้านอาหาร สองดาว มิชชลิน ด้วย เธอเพิ่งจะเข้ามาทำงานได้ไม่นาน ของมาเรียนรู้เองราวของชาโตว์ในเครือ ส่วนที่ชาโตว์ลินซ์ บาจน์นี่ น่าจะเป็นโรงไวน์มากกว่าชาโตว์ แต่ก็มีจุดเด่นคือ รอบๆชาโตว์ที่เคยเป็นหมู่บ้านร้าง มาก่อน เค้าก็มาปรับปรุงเป็นแหล่ง  ต้อนรับนักท่องเที่ยว มีร้านอาหารที่เราแวะเข้ามาชิมตั้งแต่วนแรกที่มาถึง   ร้านขนมปัง ร้านขายเนื้อ ร้านไวน์   และหากมีอาคารเป็นชาโตว์เหมือนนกันที่ อรอมส์ เดอ แปซส หรือที่ ชาโตว์ กอร์ดีลองซ์ บาจน์ คงเปิดให้เข้าพัก เหมือนกัน 




พอได้เข้ามาดูมาชิม หลายๆแห่งเข้าเริ่มไม่ตื่นตาตื่นใจ และกรรมวิธีหลักๆก็คล้ายคลึงกัน มีเพียงรายละเอียดปลักย่อยเท่านั้นที่แตกต่างกันไปเป็นกิมมิคของแต่ละแห่ง 







เราออกจากลินซ์  บาจน์ ตอนเที่ยงกว่าๆ เจอสาวน้อยที่ร่วมชมชาโตว์กับเรา กำลังหม่ำอาหารกลางวันในรถที่จอดข้างๆกัน แต่เราเพิ่งจะอิ่มตอนจะสิบเอ็ดโมง  เลยตรงดิ่งไปยังจุดที่เรียกว่าเป็นจุดสุดขอบตะวันออก ของฝรั่งเศสที่  Pointe de Crave


Pointe de Crave เป็นจุดสุดเขตแดนด้านตะวันออกของฝรั่งเศส ริมฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก และ เป็นปากแม่น้ำญีรอนด์ ที่สามารถมองเห็น แอตแลนติกแบบพานอรามาสุดลุกหูลูกตา  

และเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญ เพราะเมื่อครั้งสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง อเมริกาได้เข้ามาตั้งฐานทัพ  ณ ปากแม่น้ำ ทั้งได้สร้างอนุสาวรีย์ขึ้นมา ณ ยังปากแม่น้ำแห่งนี้ด้วย ในปี 1917  ต่อมาเมื่อกองทัพเยอรมันนี ได้เข้ายึดครองฝรั่งเศส อนุสาวรีย์แห่งนี้จึงถูกทำลายลงในปี 1942
pointe de Crave  นี้ มีท่าเรือเฟอรรี่ เพื่อข้ามฝากไปยังเมือง Royan  เมืองตากอากาศชายฝั่งแอตแลนติด ของฝรั่เศส ที่อยู่อีกฟากของแม่น้ำญีรอนด์ ของแม่น้ำด้วย ทั้ งยังเป็นท่าเรือสินค้าที่จะส่งไปยังอังกฤษและอเมริกาอีกด้วย  และเคยเป็นจุดสิ้นสุดการขนส่งทางรถไฟ  ซึ่งยังมีร่องรอยของรางรถไฟ หลงเหลืออยู่ด้วยแต่ปัจจุบันรถไฟมาไม่ถึงจุดนี้แล้ว  นอกจากนี้  ยังมีพิพิธภัณฑ์  ประภาคาร แอบซ่อนอยู่หลังพุ่มไม้ ตรงหลังอาคาร ร้านอาหาร

นอกชายฝั่งออกไป จะมีประภาคาร  กอร์ดัวน์  ซึ่งทางกระทรวงวัฒนธรรมของ ฝรั่งเศสพยายามที่จะขอจดทะเบียนเป็นมรดกโลกกับทางยูเนสโก อยู่ เพราะนอกจากจะเป็นประภาคารที่เก่าแก่มาตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 ภายในยังเป็นโบสถ์ที่มีความสวยงาม ตามแบบฉบับของฝรั่งเศสอีกด้วย  

ประภาคารนี้เดิมเป็นแค่เสาไม้ สูง 15 เมตร ที่ปลายยอดจะมีการจุดไฟเพื่อเป็น เครื่องหมายบอกนักเดินเรือ  ต่อมาเมื่อนักบวชได้เข้ามาครบครองดินแดนแถบนี้ก็ได้สร้างประภาคาร และเป็นโบสถ์ไปในตัว  ภายหลังได้ทรุดโทรมลง  มีผลกระทบต่อการเดินเรือและการขนส่งไวน์จากบอร์โดซ์   จึงได้มีการสร้างประภาคารขึ้นมาใหม่ โดยเริ่มแรกนั้นสูง พียง  49 เมตร สามารถมองเห็นระยะไกลได้ 5-6   ไมล์ทะเล  ภายในตกแต่งสวยงามด้วยงานแกะสลัก ปูนปั้นและทอง  ส่วนแสงไฟ ในประภาคาร นั้น  ได้จากการเผาชิ้นไม่โอ๊กในภาชนะโลหะ   จนกระทั้งในปี 1790 ได้มีการปรับปรุงอีกครั้ง โดย ครั้งนี้ประภาคารยกให้สูงขึ้นเป็น 60 เมตร  และเปลี่ยนจากการเผาเศษไม้โอ๊กเป็นตะเกียง ที่ใช้ไขปลาวาฬ ผสมน้ำมันมะกอก และน้ำมัน rapeseed  และพัฒนามาเรื่อยๆจนในปี 1907 ได้มาใช้ตะกียงจากแก็ส และล่าสุดในปี 2006 ได้เปลี่ยนใสใช้ไฟฟ้าแทน  ประภาคาร กอร์ดัวน์ เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมด้วย  โดยต้องนั่งเรีอออกไป








ออกจาก pointe de Creave เราแวะ ที่ Sul le mer หมู่บ้านตากอากาศริมชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก ที่มีความเก่าแก่ และสวยงาม อาคารต่างๆยังคงแบบฉบับดังเดิม อาคารบางแห่ง สร้างมานานกว่าร้อยปี  และมีชื่อๆต่างๆตามเทพเจ้ากรีกด้วย








ทั้งยังมีโบสถ์ สไตส์กอธิค  หลังมหึมาโดดเด่นเป็นสง่าหลังลานกว้างอีกด้วย  



จากนั้นเราก็ ขับรถตัดเข้ามาเลียบแม่น้ำญีรอนด์เพื่อหาอาหาร  เย็นกินตอนบ่ายแก่ๆ  แต่ร้านอาหารที่นี่มักจะเปิดประมาณทุ่มนึ่ง  ช่วงห้าโมงกว่าๆจะหกโมง ร้านที่เราหมายตาไว้จึงยังไม่เปิด แต่ท้องมันหิวแล้ว  เพราะ ไม่ได้กินมื้อเที่ยง
 
มื้อนี้จึงลักไก่ไปซื้อขนมปัง  เนยและชีส พร้อมทั้ง cool cut มาประทังความหิว แต่บังเอิญที่ร้านที่เราเข้าไปเขาจัดสัปห์ดาเอเชีย มีโปรโมชั่นอาหารเอเชียเป็นกรณีพิเศษ และมี ยำยำ สารพัดรส ให้ซื้อพี่เลยเผ็ดจการ กินอาหารเย็นที่ ชาโตว์  เป็นยำๆใส่ปลากระป๋อง (อนาถอยู่สารขัณฑ์ไม่เคยพิศวาส ) ซึ่งมันคือสวรรค์ กว่ามิชลิน สองดาวที่กินมาสามมื้อติดกันอีก  เพราะนอกจากพี่จะได้เสพผงหัวล้านอันสราญลิ้นแล้ว ลุงยังได้เสพไวน์แกล้มขนมปังชืดๆกับไวน์ จากชาโตว์ อรอมส์ เดอ แปซส์  ที่เราพักด้วย แถมมีเพื่อนร่วมชาคาชาวอเมริกัน สองสามีภรรยา มาเสวนาแลกเปลี่ยน ประสบการณ์ การไปชิมไวน์ ของชาโตว์ต่างๆทั่วฝรั่งเศส  และประสบการการทำงานและการล่มสลายของบริษัทโกดัก ให้ฟังอีกด้วย

วันอาทิตย์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2559

บอร์โดซ์ 6 ไปชิมไวน์กรองด์ ครู อันดับสองที่ชาโตว์ กรูอูด์ลาโรซ และดินเนอ์ที่แซงต์จูเลียน์

ชาโตว์ กรูอูด์ ลาโรซ กรองด์ครูอันดับสองแห่ง บอร์โดซ์




เราออจากชาโตว์ ปอนติกาเน่ สี่โมงกว่า นัดต่อไปที่ชาโตว์ กรูยูด์ ลาโช ห้าโมง ยังมีเวลาแว๊บไปชาโตว์มูตง ที่เป็นหนึ่งในห้า พรีเมี่ยม กรองด์ ครู ของบอร์โดซ์  ที่อยู่ใกล้เคียงกัน แต่คงไม่มีเวลาเข้าไปเยี่ยมชม แค่โฉบๆไป หาข้อมูล ซึ่งก็ได้รายละเอียดมาว่า ค่า เข้าชม และชิม ไวน์ 45 ยูโรต่อหัว ซึ่งใช้เวลาเกือบสองชั่วโมง และในใกล้เคียงกันก็มีชาโตว์อะไรจำชื่อไม่ได้ ซึ่งเป็นของตระกูล รอสชิล นายธนาคารใหญ่ ชาวยิว แห่งปารีส เป็นเจ้าของ แถมขากลับ ออกมาหลงหาทางออกไม่เจออีก วันไหนไม่หลง วันนั้นคงแค่ขับรถจากบ้านไป เปิดกล่องจดหมายที่ ไปรษณีย์  แต่ก็มาหลงมาจนถึงชาวโตว์ กรูยูด์ ลาโรช ตรงเวลาพอดี โดยมีแม่นาง GPS ก็ทำหน้าที่บอกทางลัดเลาะมาจนถึง แต่แทนที่จะเข้าประตูด้านหน้า อย่างงามสง่า กลับพาเราลุยเข้าทุ่งองุ่น โรงหมักไวน์ ที่อยู่ด้านหลังของชาโตว์  ประมาณพาเข้ารกเข้าพงแล้วโผล่ออกมาหญ้า และหยากไย่เต็มหัว อะไรประมาณนั้น  

ชาโตว์  กรูยูด์ ลาโรซ เป็น ชาโตว์ไวน์ที่มีดีกรี เป็นกรองด ครูอันดับสอง อยู่ในตำบลแซงต์จูเลียน์ มีอาณาเขตกว่าไกลถึง 82 เฮ็กต้าร์  ซึ่งก็มีขนาดใกล้เคียงกับ ชาโตว์ ปอนติกาเน่  และที่นีก็ไม่ต่างจากชาโตว์ที่ติดอันดับกรองด์ครู ของบอรโดซ์ คือมีเงินสดไหลเข้ามาเยอะ จึงมีการปรับปรุง และปรับเปลี่ยน ติดตั้ง อุปกรณ์การผลิตไวน์ ที่จะในฤดูกาลใหม่นี้ เช่นกัน 
ส่วนที่เป็นที่ต้องรับแขกและชิมไวน์ หรูหราทันสมันมาก แท่งสูงๆนั้นเป็นประมาณหแคอยยุค 2000  ที่ทำด้วยสแตนเลส โปร่ง ลมสามารถทะลวงผ่านได้

นอกจากนี้ยังมีส่วนที่รองรับผู้เช้าเยี่ยมชม และชิม ที่เพิ่งสร้างใหม่ กว้างขวางถึง 350 ตารางเมตร  ดูทันสมัย  ทั้งยังสร้างหอคอย รูปทรงทันสมัย สูง 18 เมตร สามารถเปิดได้ หน้าต่าง รอบทิศทาง และ ระบายลม ที่พัดกระหน่ำรุนแรงในย่านนี้ มีลิฟขึ้นลง เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้เยี่ยมชม ให้ได้ชม อาณาจักร ของกรูยูด์ ลาโรซ และบริเวณรอบ แบบพานอรามา ไกลจนเห็นแม่น้ำญีรอนด์ อีกด้วย
ชั้นบนสุดของหอคอย สามารถเปิดปิดผนังได้เพื่อชมวิว พานอรามา ของย่านนี้


แต่เราโชคไม่ดีตรงที่มาเย็นเกินไป ตัวชาโตว์ปิดตอนห้าโมง กว่าจะหาทางเข้าไปยังจุดที่ต้อนรับนักท่องเที่ยวก็ใช้เวลาเกือบ 10 นาทีแล้ว เพราะ GPS พาเราเข้ามาด้านที่เป็นสำนักงาน และ โรงบ่มไวน์ แทนที่จะเข้าทางด้านหน้าชาโตว์  





คลังมหาสมบัติ ที่หาค่ามิได้ เพราะ บางขวดเก่าเกินจะกิน และบางขวดก็แพงจน สู้ราคาไม่ไหว ที่สะสมไวน์ อายุกว่าร้อยปี คือตั้งแต่ปี 1815 จนถึงปัจจุบัน 



ขอบถังที่หุ้มด้วยไม่วอลนัล เพื่อป้องกันแมลง 




ที่นี่เราสามารถเข้าไปจ้องก้นขวดไวน์ในห้องมหาสมบัติได้


ลุงมองตาละห้อย น้ำลายฟูมปาก
ที่นี่จะคิดค่าเข้าชม สิบยูโร สำหรับการชม และชิมไวน์สองแก้ว ส่วนพี่ไม่ดื่ม เลยได้หนังสือนิยายรักที่พล๊อตเป็นเรื่องของคนทำไวน์สองตระกูล ในย่านนี้มานอนอ่านแทน  ที่นี้ได้เรื่องราวความเป็นมา และฉลากของแต่ละไวน์ ซึ่งเป็นปกติของไวน์ ที่ติดอันดับกรองด์ ครูจะมี Second wine หรือไวน์ที่คุณภาพด้อยลงมา ที่มีราคาที่ เป็นมิตรขึ้นมาบ้าง  เพื่อเพิ่มสภาพคล่อง และคนธรรมดาสามัญสามารถซื้อกินได้




 
ไวน์ปี 1982 ราคาทะลุมิติทุกชาโตว์และโดเมน

ออกจากชาโตว์ กรูยูด์ ลาโรซ ก็หกโมองหว่าแล้ว อากาศโพล้เพล้ ทั้งที่ตะวันยังค้างฟ้า แต่แอบอยู่หลังม่านเมฆ ลมก็แรง เราจึง ขับรถไปตามลายงที่ทางชาโตว์ ให้มา ออม เดอ แปซส์ ร้นแรกลุงมองเข้าไปในบริเวณร้น แล้ว นางรับไม่ได้มันเหมือนร้านนร้าง เพราะข้างนอก ดูรุงรัง (แต่สำหรับเราๆมีก็ดูธรรมดา แต่ลุง ขอให้ได้เยอะ ตามสัญชาติสวิส ที่ทุกอย่างต้องดูเนี๊ยบ เป็นระเบียบ ไว้ก่อน จึงขับรถข้ามไปอีกตำบล กว่าสิบกิโล ซึ่งเป็นร้านที่มิชเชอร์ลินแนะนำ 





แต่ความเยอะ เรื่องมาก ของนาง โน่นก็ไม่ดี นี่ก็แพง จึงต้องกลับมาที่ร้านรุงรังของแก ซึ่งเป็นร้านที่ชื้อเดียวกับตำบลที่ร้านอาหารและชาโตว์ กรูอูด์ ลาโรซ ตั้งอยู่  แต่คนเรื่องมากมีอคติอยู่แล้วมาเจอเอาไวน์ก้นขวดมาเสริฟ (เพราะกินแค่คนเดียวและขับรถนางเลยต้องสั่งแบบเป็นแก้ว )  




 แถมดันเลือกนั่งข้างหน้าต่าง มองออกไปเห็น ส่วนที่เป็นโอเพ่นแอร์ แต่ปิดให้บริการเพราะอากาศหนาว โต๊ะเก้าอีจึงวางระเกะระกะ ทำให้นางเหวยไม่ลง  ทำให้อาหารไม่อร่อย (ซึ่งก็ไม่ได้เรื่องจริงๆ เพราะ เนื้อแกะที่สั่ง ทั้งเหนียวและเหม็นสาบ  ส่วน สเต็กเนื้อของลุงก็ ดิบจนเลือดสาด (ก็สั่งแบบ raw เองนี่หว่า)  เครื่องเคียงก็เสริฟตามมาทีหลัง แทนที่จะมาพร้อมๆกันคือให่พี่ดินสเต็กหมดแล้วค่อยตามด้วย มันฝรั่งกะถั่วอไรสักอย่างบด ตามไป ที่อร่อย้คงเป็นหน่อไม่ฝรั่งเผือก (เพราะปลูกใต้ดิน)ที่ราดมากับครีม เท่นนั้นแหละที่แหลกคล่องคอ








 นางจึงเรียกบริกรมาต่อว่าเรื่อง รก และใครหน้าไหน จะชอบให้ไปตะอีโก้  เค้าก็มีเถียงว่ามันก็เป็นแบบนี้ และตอนนี้ข้างนอกเป็นที่พักผ่อน สูบบุหรีของพนักงาน  แค่วางที่เขี่ยบุหรี พลา บลา    พี่งี๊กลัว โดนถ่มน้ำลายใส่จานอาหาร  ไม่กล้า สั่งของหวานเลยตรู  และจากบรรยากาศแบบนี้ ทำให้เรารู้สึกว่า ที่นี่การที่จะหาร้านอาหารอร่อยๆ และถูกใจมันยากกว่าหาไวน์รสชาติดีๆสักขวด นี่ขนาดเป็นร้านที่ทางชาโตว์แนะนำมา ยังไม่เป็นที่โปรดปรานของบักสีดาสวิส ขี้เหนียวเลย 


กลับถึงชาโว์รอมส์ เดอ แปซส ค่อยอารมณ์ดีขึ้นมาเพราะเจอนังแมวอ้วน  นั่งรอรับแขกกลับที่พักตรงที่จอดรถ 

ตอนหน้าไปชิมไวน์แล้ว ไปเที่ยวทะเลชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกกัน และว่ายน้ำข้ามไปกถึงนิวยอร์คเระ